TOEIC Score Criteria
เจาะลึกเกณฑ์คะแนน วิธีคำนวณ พร้อมตารางเทียบระดับสำหรับยื่นสมัครงาน
บทเรียนในหมวดนี้
2.1
คะแนน TOEIC เท่าไหร่ถึงจะดี? ไขรหัสเกณฑ์ 550-750+ ระดับไหนยื่นที่ไหนได้บ้าง
2.2
คะแนน TOEIC คำนวณยังไง? เจาะลึกตำราแปลงคะแนนดิบ 200 ข้อ เป็น 990
2.3
วิเคราะห์: ต้องถูกกี่ข้อถึงได้ TOEIC 700+? วางแผนจำนวนข้อที่ต้องทำได้ ให้ถึงเป้าแบบไม่มโน
2.4
รวมเกณฑ์คะแนน TOEIC : สมัครงาน & ปรับเงินเดือน อัปเดตล่าสุด! สายการบิน ปตท. และองค์กรชั้นนำ
2.5
ตารางเทียบ TOEIC vs IELTS vs TOEFL เช็คระดับภาษา (CEFR) สำหรับคนวางแผนเรียนต่อนอก
หมวด 2.2

คะแนน TOEIC คำนวณยังไง? เจาะลึกตำราแปลงคะแนนดิบ 200 ข้อ เป็น 990

เลือกอ่านตามหัวข้อ

💯 คะแนน TOEIC คำนวณยังไง? (เจาะลึกตารางแปลงคะแนน 200 ข้อ เป็น 990)

นี่คือ “คำถามที่ ‘งง’ ที่สุด” สำหรับคนสอบ TOEIC ครับ

ทำไมข้อสอบมี 200 ข้อ (Listening 100, Reading 100) แต่คะแนนเต็มกลับเป็น 990? ทำไมบางคนบอกว่า “ผิด 10 ข้อ ได้ 800” แต่อีกคนบอก “ผิด 10 ข้อ ได้ 750”?

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อสอบ… ที่ ENG ME UP เรา จะมา “เปิดกล่องดำ” (Black Box) นี้ให้คุณดูครับ

คำตอบสั้นๆ คือ มันไม่ใช่การคูณเลขธรรมดาครับ

มันไม่ใช่ว่า “ข้อละ 5 คะแนน” แต่คะแนน TOEIC ถูกคำนวณโดย ETS (ผู้จัดสอบ) โดยใช้ “การคำนวณทางสถิติ” (Statistical Analysis) ที่ซับซ้อน เพื่อ “ปรับมาตรฐาน” (Standardize) ข้อสอบแต่ละชุดให้ “เท่าเทียมกัน” ครับ

ลบล้างความเชื่อผิดๆ “รอบเช้าข้อยาก” “รอบบ่ายข้อง่าย” – จริงหรือ?

คุณต้องเคยได้ยินคนพูดว่า “ไปสอบวันอังคารสิ ข้อง่าย” หรือ “รอบเช้าพาร์ทฟังยากมาก” ในฐานะสถาบันฯ เราขอยืนยันว่า “ไม่จริง” และ “อย่าเสียเวลาสนใจเรื่องนี้” ครับ

นี่คือ “หลักการ” ที่คุณต้องเข้าใจ

🎯 เป้าหมายของ ETS คือ “ความยุติธรรม” (Fairness)

เป้าหมายของ ETS คือการทำให้คะแนน TOEIC 700 ในเดือนนี้ “สะท้อนความสามารถ” ในระดับเดียวกับคนที่ได้ 700 เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แต่ปัญหาคือ มัน “เป็นไปไม่ได้” ที่จะสร้างข้อสอบ 2 ชุด (เช่น ชุดมกราคม กับ ชุดกุมภาพันธ์) ให้มี “ความยาก” เท่ากันเป๊ะๆ 100%

ดังนั้น ETS จึงต้องใช้กระบวนการทางสถิติที่เรียกว่า Score Equating (การเทียบเคียงคะแนน) เพื่อ “ชดเชย” ความยากง่ายนั้นครับ

พูดง่ายๆ คือ

  1. ถ้าคุณได้ “ชุดข้อสอบยาก” (Hard Test Form)
    • ETS รู้ (จากค่าสถิติ) ว่าชุดนี้ “โหด” แม้แต่คนเก่งก็พลาดเยอะ
    • ทางแก้: ETS จะใช้ตารางแปลงคะแนนที่ “ใจดี” (Generous)
    • ตัวอย่าง: คุณอาจทำ Reading ผิด 15 ข้อ (ถูก 85/100) แต่ยังได้คะแนน 420
  2. ถ้าคุณได้ “ชุดข้อสอบง่าย” (Easy Test Form)
    • ETS รู้ว่าชุดนี้ “ตรงไปตรงมา” คนเก่งมักทำได้เกือบเต็ม
    • ทางแก้: ETS จะใช้ตารางแปลงคะแนนที่ “โหด” (Harsh) เพื่อป้องกัน “คะแนนเฟ้อ”
    • ตัวอย่าง: คุณทำผิด 15 ข้อเท่ากัน (ถูก 85/100) คุณอาจจะได้คะแนนแค่ 390

 

☝️ สรุป (The Expert Takeaway)

  • อย่าเสียเวลาหา “ข้อง่าย” เพราะต่อให้คุณได้ชุดง่ายจริง ตารางคะแนนก็จะ “โหด” ชดเชยอยู่ดี
  • ที่นักเรียน ENG ME UP รู้สึกว่า “ง่าย” ไม่ใช่เพราะ “ดวงดี” แต่เพราะเขา “ฝึก” มาจน “แยก Level โจทย์” (แบบ 3 Levels ที่เราสอน) ได้ชัดเจน และ “รู้ทันที” ว่าต้องใช้ “กลยุทธ์” ไหนรับมือ… ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ ETS ใช้วัดผลคนเก่งกับคนไม่เก่งนั่นเองครับ

📊 เจาะลึก: แล้วเขาแปลง 200 ข้อ เป็น 990 ยังไง?

กระบวนการคิดคะแนนของ ETS มี 3 ขั้นตอนครับ:

  1. แยกส่วน (Separate): ข้อสอบ 200 ข้อ ถูก “แยก” ออกเป็น 2 ส่วน ที่ “ไม่เกี่ยวข้องกัน”
    • Section 1: Listening (100 ข้อ)
    • Section 2: Reading (100 ข้อ)
  2. แปลงคะแนน (Convert): คะแนน “ดิบ” (จำนวนข้อที่ถูก) ของแต่ละส่วน จะถูกนำไป “เทียบ” กับ “ตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table) ของข้อสอบชุดนั้นๆ เพื่อให้ได้คะแนนสุดท้าย
    • Listening (100 ข้อดิบ) ➡️ แปลงเป็นคะแนน 5 – 495 คะแนน
    • Reading (100 ข้อดิบ) ➡️ แปลงเป็นคะแนน 5 – 495 คะแนน
  3. รวมผล (Combine):
    • คะแนน Listening (495) + คะแนน Reading (495) = คะแนนรวม 990

📌 ตารางแปลงคะแนน TOEIC (ฉบับอ้างอิงจาก Historical Data)

นี่คือ “ตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table) ที่อิงจาก “ข้อมูลสถิติในอดีต” (Historical Data) ซึ่งเรานำมาจาก blog.englishmeup.com ครับ

ย้ำอีกครั้ง! นี่คือ “ค่าเฉลี่ย” เพื่อการ “ประเมิน” (Estimate) เท่านั้น คะแนนจริงของคุณในวันสอบ “อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่านี้เล็กน้อย” ขึ้นอยู่กับ “ความยาก/ง่าย” (Score Equating) ของข้อสอบชุดที่คุณได้รับครับ

 

จำนวนข้อที่ถูก (Raw Score) (จาก 100 ข้อ)

🔵 คะแนน Listening (Scaled Score) (โดยประมาณ)

🔵 คะแนน Reading (Scaled Score) (โดยประมาณ)

96-100

495

470-495

91-95

450-495

430-475

86-90

415-475

405-440

81-85

370-450

375-420

76-80

340-410

350-390

71-75

310-375

320-360

66-70

285-340

285-325

61-65

255-310

265-305

56-60

230-285

235-285

51-55

205-275

205-270

46-50

175-245

170-235

41-45

150-220

140-205

36-40

125-190

110-175

31-35

95-155

90-145

26-30

85-120

70-120

21-25

75-100

60-90

16-20

55-80

45-70

11-15

35-65

35-55

6-10

25-40

20-40

1-5

10-30

10-20

0

5

5

 

🔎 วิเคราะห์จากตารางจริง

  • สังเกตที่ช่วง 91-95 ข้อ ครับ
    • Listening: คุณจะได้คะแนนสูงถึง 450-495
    • Reading: คุณจะได้คะแนนเพียง 430-475
  • นี่คือ “หลักฐาน” ที่ชัดเจนที่สุด ที่พิสูจน์ว่า ETS ใช้ “ค่าสถิติ” และ “ตารางแปลงคะแนน” ของ Reading นั้น “โหด” กว่า Listening จริงๆ ครับ

🔑 สรุป: เป้าหมายของคุณคือ “จำนวนข้อ” ไม่ใช่ “คะแนน”

เมื่อรู้ “หลักการ” ทั้งหมดนี้แล้ว… เป้าหมายที่แท้จริงของคุณในห้องสอบ จึงไม่ใช่การ “คิดคะแนน” แต่คือการ “ทำจำนวนข้อที่ถูก” (Raw Score) ให้ได้ “มากที่สุด”

ในบทความถัดไป (2.3) เรา จะนำ “ตาราง” นี้มาวิเคราะห์ต่อว่า… ถ้าเป้าหมายของคุณคือ “700+” คุณต้องทำ “กี่ข้อ” ในแต่ละพาร์ท

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TOEIC

Q: คะแนน TOEIC คำนวณยังไง?

A: คะแนนไม่ได้คิด “ข้อละ 5 คะแนน” แต่คำนวณโดย “แยก” 2 ส่วน (Listening 495, Reading 495) แล้วนำ “จำนวนข้อที่ถูก” (Raw Score) ไป “เทียบตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table)

A: “ไม่จริงครับ” ETS (ผู้จัดสอบ) มี “ระบบปรับคะแนน” (Score Equating) ทำให้ข้อสอบทุกชุดมีมาตรฐานเดียวกัน ต่อให้ชุดข้อยาก/ง่ายไม่เท่ากัน ตารางแปลงคะแนนก็จะ “โหด” หรือ “ใจดี” ชดเชยกัน เพื่อให้ได้คะแนนที่เป็นธรรม

A: “คะแนนเต็ม” เท่ากัน (ส่วนละ 495) แต่ “ตารางแปลงคะแนน” ไม่เท่ากัน โดยทั่วไป Part Reading จะมีตารางที่ “โหด” กว่า (พลาดข้อนึง คะแนนหายเยอะกว่า)

✨ ก้าวต่อไปของคุณ…

  • เมื่อรู้ “วิธีคำนวณ” แล้ว มาดู “วิธีวางแผน” กัน!
    • ➡️ อ่านบทความถัดไป: (เริ่มต้นหมวด 2.3) [วิเคราะห์: ต้องถูกประมาณกี่ข้อ ถึงจะได้ 700+? (และ 750+ ยากไหม?)]
  • ENG ME UP ที่เดียว ที่คำว่า “รับรองผล 700+” ไม่ใช่แค่การ “เรียนซ้ำ”
หมวด 2.2

คะแนน TOEIC คำนวณยังไง? เจาะลึกตำราแปลงคะแนนดิบ 200 ข้อ เป็น 990

เลือกอ่านตามหัวข้อ

💯 คะแนน TOEIC คำนวณยังไง? (เจาะลึกตารางแปลงคะแนน 200 ข้อ เป็น 990)

นี่คือ “คำถามที่ ‘งง’ ที่สุด” สำหรับคนสอบ TOEIC ครับ

ทำไมข้อสอบมี 200 ข้อ (Listening 100, Reading 100) แต่คะแนนเต็มกลับเป็น 990? ทำไมบางคนบอกว่า “ผิด 10 ข้อ ได้ 800” แต่อีกคนบอก “ผิด 10 ข้อ ได้ 750”?

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อสอบ… ที่ ENG ME UP เรา จะมา “เปิดกล่องดำ” (Black Box) นี้ให้คุณดูครับ

คำตอบสั้นๆ คือ มันไม่ใช่การคูณเลขธรรมดาครับ

มันไม่ใช่ว่า “ข้อละ 5 คะแนน” แต่คะแนน TOEIC ถูกคำนวณโดย ETS (ผู้จัดสอบ) โดยใช้ “การคำนวณทางสถิติ” (Statistical Analysis) ที่ซับซ้อน เพื่อ “ปรับมาตรฐาน” (Standardize) ข้อสอบแต่ละชุดให้ “เท่าเทียมกัน” ครับ

ลบล้างความเชื่อผิดๆ “รอบเช้าข้อยาก” “รอบบ่ายข้อง่าย” – จริงหรือ?

คุณต้องเคยได้ยินคนพูดว่า “ไปสอบวันอังคารสิ ข้อง่าย” หรือ “รอบเช้าพาร์ทฟังยากมาก” ในฐานะสถาบันฯ เราขอยืนยันว่า “ไม่จริง” และ “อย่าเสียเวลาสนใจเรื่องนี้” ครับ

นี่คือ “หลักการ” ที่คุณต้องเข้าใจ

🎯 เป้าหมายของ ETS คือ “ความยุติธรรม” (Fairness)

เป้าหมายของ ETS คือการทำให้คะแนน TOEIC 700 ในเดือนนี้ “สะท้อนความสามารถ” ในระดับเดียวกับคนที่ได้ 700 เมื่อ 3 เดือนที่แล้ว แต่ปัญหาคือ มัน “เป็นไปไม่ได้” ที่จะสร้างข้อสอบ 2 ชุด (เช่น ชุดมกราคม กับ ชุดกุมภาพันธ์) ให้มี “ความยาก” เท่ากันเป๊ะๆ 100%

ดังนั้น ETS จึงต้องใช้กระบวนการทางสถิติที่เรียกว่า Score Equating (การเทียบเคียงคะแนน) เพื่อ “ชดเชย” ความยากง่ายนั้นครับ

พูดง่ายๆ คือ

  1. ถ้าคุณได้ “ชุดข้อสอบยาก” (Hard Test Form)
    • ETS รู้ (จากค่าสถิติ) ว่าชุดนี้ “โหด” แม้แต่คนเก่งก็พลาดเยอะ
    • ทางแก้: ETS จะใช้ตารางแปลงคะแนนที่ “ใจดี” (Generous)
    • ตัวอย่าง: คุณอาจทำ Reading ผิด 15 ข้อ (ถูก 85/100) แต่ยังได้คะแนน 420
  2. ถ้าคุณได้ “ชุดข้อสอบง่าย” (Easy Test Form)
    • ETS รู้ว่าชุดนี้ “ตรงไปตรงมา” คนเก่งมักทำได้เกือบเต็ม
    • ทางแก้: ETS จะใช้ตารางแปลงคะแนนที่ “โหด” (Harsh) เพื่อป้องกัน “คะแนนเฟ้อ”
    • ตัวอย่าง: คุณทำผิด 15 ข้อเท่ากัน (ถูก 85/100) คุณอาจจะได้คะแนนแค่ 390

 

☝️ สรุป (The Expert Takeaway)

  • อย่าเสียเวลาหา “ข้อง่าย” เพราะต่อให้คุณได้ชุดง่ายจริง ตารางคะแนนก็จะ “โหด” ชดเชยอยู่ดี
  • ที่นักเรียน ENG ME UP รู้สึกว่า “ง่าย” ไม่ใช่เพราะ “ดวงดี” แต่เพราะเขา “ฝึก” มาจน “แยก Level โจทย์” (แบบ 3 Levels ที่เราสอน) ได้ชัดเจน และ “รู้ทันที” ว่าต้องใช้ “กลยุทธ์” ไหนรับมือ… ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ ETS ใช้วัดผลคนเก่งกับคนไม่เก่งนั่นเองครับ

📊 เจาะลึก: แล้วเขาแปลง 200 ข้อ เป็น 990 ยังไง?

กระบวนการคิดคะแนนของ ETS มี 3 ขั้นตอนครับ:

  1. แยกส่วน (Separate): ข้อสอบ 200 ข้อ ถูก “แยก” ออกเป็น 2 ส่วน ที่ “ไม่เกี่ยวข้องกัน”
    • Section 1: Listening (100 ข้อ)
    • Section 2: Reading (100 ข้อ)
  2. แปลงคะแนน (Convert): คะแนน “ดิบ” (จำนวนข้อที่ถูก) ของแต่ละส่วน จะถูกนำไป “เทียบ” กับ “ตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table) ของข้อสอบชุดนั้นๆ เพื่อให้ได้คะแนนสุดท้าย
    • Listening (100 ข้อดิบ) ➡️ แปลงเป็นคะแนน 5 – 495 คะแนน
    • Reading (100 ข้อดิบ) ➡️ แปลงเป็นคะแนน 5 – 495 คะแนน
  3. รวมผล (Combine):
    • คะแนน Listening (495) + คะแนน Reading (495) = คะแนนรวม 990

📌 ตารางแปลงคะแนน TOEIC (ฉบับอ้างอิงจาก Historical Data)

นี่คือ “ตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table) ที่อิงจาก “ข้อมูลสถิติในอดีต” (Historical Data) ซึ่งเรานำมาจาก blog.englishmeup.com ครับ

ย้ำอีกครั้ง! นี่คือ “ค่าเฉลี่ย” เพื่อการ “ประเมิน” (Estimate) เท่านั้น คะแนนจริงของคุณในวันสอบ “อาจสูงกว่าหรือต่ำกว่านี้เล็กน้อย” ขึ้นอยู่กับ “ความยาก/ง่าย” (Score Equating) ของข้อสอบชุดที่คุณได้รับครับ

 

จำนวนข้อที่ถูก (Raw Score) (จาก 100 ข้อ)

🔵 คะแนน Listening (Scaled Score) (โดยประมาณ)

🔵 คะแนน Reading (Scaled Score) (โดยประมาณ)

96-100

495

470-495

91-95

450-495

430-475

86-90

415-475

405-440

81-85

370-450

375-420

76-80

340-410

350-390

71-75

310-375

320-360

66-70

285-340

285-325

61-65

255-310

265-305

56-60

230-285

235-285

51-55

205-275

205-270

46-50

175-245

170-235

41-45

150-220

140-205

36-40

125-190

110-175

31-35

95-155

90-145

26-30

85-120

70-120

21-25

75-100

60-90

16-20

55-80

45-70

11-15

35-65

35-55

6-10

25-40

20-40

1-5

10-30

10-20

0

5

5

 

🔎 วิเคราะห์จากตารางจริง

  • สังเกตที่ช่วง 91-95 ข้อ ครับ
    • Listening: คุณจะได้คะแนนสูงถึง 450-495
    • Reading: คุณจะได้คะแนนเพียง 430-475
  • นี่คือ “หลักฐาน” ที่ชัดเจนที่สุด ที่พิสูจน์ว่า ETS ใช้ “ค่าสถิติ” และ “ตารางแปลงคะแนน” ของ Reading นั้น “โหด” กว่า Listening จริงๆ ครับ

🔑 สรุป: เป้าหมายของคุณคือ “จำนวนข้อ” ไม่ใช่ “คะแนน”

เมื่อรู้ “หลักการ” ทั้งหมดนี้แล้ว… เป้าหมายที่แท้จริงของคุณในห้องสอบ จึงไม่ใช่การ “คิดคะแนน” แต่คือการ “ทำจำนวนข้อที่ถูก” (Raw Score) ให้ได้ “มากที่สุด”

ในบทความถัดไป (2.3) เรา จะนำ “ตาราง” นี้มาวิเคราะห์ต่อว่า… ถ้าเป้าหมายของคุณคือ “700+” คุณต้องทำ “กี่ข้อ” ในแต่ละพาร์ท

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ TOEIC

Q: คะแนน TOEIC คำนวณยังไง?

A: คะแนนไม่ได้คิด “ข้อละ 5 คะแนน” แต่คำนวณโดย “แยก” 2 ส่วน (Listening 495, Reading 495) แล้วนำ “จำนวนข้อที่ถูก” (Raw Score) ไป “เทียบตารางแปลงคะแนน” (Conversion Table)

A: “ไม่จริงครับ” ETS (ผู้จัดสอบ) มี “ระบบปรับคะแนน” (Score Equating) ทำให้ข้อสอบทุกชุดมีมาตรฐานเดียวกัน ต่อให้ชุดข้อยาก/ง่ายไม่เท่ากัน ตารางแปลงคะแนนก็จะ “โหด” หรือ “ใจดี” ชดเชยกัน เพื่อให้ได้คะแนนที่เป็นธรรม

A: “คะแนนเต็ม” เท่ากัน (ส่วนละ 495) แต่ “ตารางแปลงคะแนน” ไม่เท่ากัน โดยทั่วไป Part Reading จะมีตารางที่ “โหด” กว่า (พลาดข้อนึง คะแนนหายเยอะกว่า)

✨ ก้าวต่อไปของคุณ…

  • เมื่อรู้ “วิธีคำนวณ” แล้ว มาดู “วิธีวางแผน” กัน!
    • ➡️ อ่านบทความถัดไป: (เริ่มต้นหมวด 2.3) [วิเคราะห์: ต้องถูกประมาณกี่ข้อ ถึงจะได้ 700+? (และ 750+ ยากไหม?)]
  • ENG ME UP ที่เดียว ที่คำว่า “รับรองผล 700+” ไม่ใช่แค่การ “เรียนซ้ำ”