all about cu-tep ;

อะไรคือ CU-TEP?

CU-TEP (Chulalongkorn University Test of English Proficiency) คือแบบทดสอบเพื่อวัดทักษะความรู้ความสามารถด้านภาษาอังกฤษ (Academic English) ของผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ

จุดประสงค์ในการสอบ CU-TEP

เดิม CU-TEP ถูกใช้เป็นข้อสอบวัดระดับทักษะภาษาอังกฤษสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี (อินเตอร์) โท และเอก ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นข้อสอบมาตรฐานที่ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดสอบขึ้นโดยเฉพาะ แทนการใช้ผลคะแนน TOEFL หรือ IELTS โดยตรง

แต่ในปัจจุบัน ผลสอบ CU-TEP ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่การศึกษาต่อที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเท่านั้น มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ในประเทศไทยก็ยอมรับผลคะแนนสอบ CU-TEP ด้วย เช่นกัน ทั้งในส่วนการศึกษาต่อหรือเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการยื่นเรื่องเพื่อขอจบการศึกษาในระดับปริญญาโทและเอก

นอกจากนั้นในหลายๆองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน ยังยอมรับผลคะแนนสอบ CU-TEP เพื่อการสอบวัดระดับ เลื่อนขั้น ปรับตำแหน่ง รับทุน รวมทั้งศึกษาต่อดูงานในต่างประเทศอีกด้วย

จุดเด่นของแบบทดสอบ CU-TEP

ข้อสอบ CU-TEP สามารถตรวจวัดความสามารถทางภาษาอังกฤษได้ครบทุกทักษะ (Speaking สามารถเรียก สอบเป็นการพิเศษได้) และวัดได้ทั้งในระดับความรู้ (Recognition) และระดับการใช้ภาษาเพื่อสื่อสาร (Production) โดยที่ผู้สอบหรือผู้ที่ต้องการใช้ผลสอบสามารถเทียบคะแนนจากการสอบ CU-TEP ได้ว่าจะเป็น คะแนน TOEFL (Test of English as a Foreign Language) เท่าไรนอกจากนั้นยังมีการจัดสอบทุกเดือนและค่าธรรมเนียมการสอบก็ไม่สูงคือครั้งละ 700 บาทเมื่อเทียบกับการสอบ TOEFL ซึ่งอยู่ที่ 160 USD หรือคิดเป็นไทยที่ประมาณ 5,500 บาทต่อการสอบหนึ่งครั้ง

CU-TEP vs. TOEFL

เนื่องจากผลคะแนนสอบ CU-TEP สามารถเทียบเป็นคะแนน TOEFL ได้โดยประมาณ ดังนี้
  • 60 CU-TEP = 500 TOEFL
  • 75 CU-TEP = 550 TOEFL
  • 90 CU-TEP = 600 TOEFL
อาจกล่าวได้ว่าข้อสอบทั้ง 2 มีลักษณะคล้ายคลึงกันในแง่ของจุดประสงค์คือใช้เพื่อการศึกษาต่อเป็นสำคัญจึงจัดว่าเป็น Academic English เช่นเดียวกันมีระดับการใช้คำศัพท์ที่ใกล้เคียงกัน มี Passage Reading ด้านวิชาการในแขนงต่างๆให้อ่านเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ตามข้อสอบ 2 ชุดนี้ มีจุดต่างกันอยู่หลายจุดเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับข้อสอบ TOEFL IBT (Internet Based Test) ซึ่งมีการปรับรูปแบบการสอบใหม่ อาทิเช่น
  • ข้อสอบ CU-TEP เป็นลักษณะ Paper Based คือ ทำบนกระดาษจริงๆ สามารถขีดเขียนลงไปในข้อสอบได้จริง ขณะที่ TOEFL IBT ทำผ่านเครื่อง computer จึงไม่สามารถขีดเขียนใดๆลงไปในข้อสอบได้โดยตรง
  • ข้อสอบ TOEFL วัดทักษะจริงทั้ง 4 ทักษะ โดยเฉพาะ Speaking Section ที่ต้องสื่อสารจริงในเวลาจำกัด และ Writing Section ที่ต้องเขียน Essay จริง ในขณะที่ข้อสอบ CU-TEP โดยทั่วไปไม่มีการวัดทักษะการพูด (Speaking Skill) เว้นแต่จะขอสอบเป็นกรณีพิเศษและ Writing Section ก็ไม่ได้ให้เขียน Essay จริงๆ โดยที่เป็นการเขียนประโยคมาและให้เราเช็คข้อผิด (Grammar Error Detection) อาจกล่าวได้ว่าเป็นการวัดทักษะการเขียนโดยอ้อมนั่นเอง
  • ข้อสอบ TOEFL IBT มีการกระจายคะแนนเท่ากันทั้ง 4 Sections ในขณะที่ข้อสอบ CU-TEP ให้น้ำหนักที่ Reading Section ถึง 50% และอีกอย่างละ 25% ในส่วนของ Listening และ Writing

ควรจะได้คะแนนเท่าไร?

การศึกษาต่อระดับปริญญาตรี

ผู้สนใจศึกษาระดับปริญญาตรีโดยเฉพาะในหลักสูตรนานาชาติ (International Program) จำเป็นต้องยื่นคะแนน CU-TEP โดยเกณฑ์คะแนนที่มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่รับผู้สมัครจะต้องมีคะแนน CU-TEP อยู่ที่ 550 คะแนนหรือเทียบเท่า (คือ ทำข้อสอบได้ 75 ข้อจาก 120 ข้อ) เพราะผู้จะเข้าเรียนหลักสูตรนานาชาติ ต้องมีพื้นฐานภาษาอังกฤษที่ดีในระดับหนึ่ง ถึงแม้กระนั้นก็ตามในบางหลักสูตรหรือบางสถาบันอาจจะมีการวัดทักษะอื่นประกอบด้วยแต่หนึ่งในพื้นฐานที่ขาดไม่ได้คือทักษะภาษาอังกฤษหรือการสอบ CU-TEP นั่นเอง

การศึกษาต่อระดับปริญญาโท และปริญญาเอก

แทบทุกหลักสูตรในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ในประเทศไทย จะมีเกณฑ์การวัดระดับภาษาอังกฤษ เป็นเกณฑ์หนึ่งในการคัดเลือกผู้สมัครเข้าเรียนต่อ หรือการขอจบการศึกษา โดยแบบทดสอบที่ได้รับการ ยอมรับอย่างกว้างขวางนั่น ก็คือ CU-TEP เกณฑ์คะแนนส่วนใหญ่ที่รับจะมีตั้งแต่ 450 500 และ 550 แล้วแต่ หลักสูตรจะกำหนด

ลักษณะข้อสอบ CU-TEP

ข้อสอบ CU-TEP ประกอบไปด้วยข้อสอบ 3 ส่วน ทดสอบทักษะการฟัง การอ่าน และการเขียน ส่วนทักษะการพูดเป็นทักษะพิเศษที่จะมีการจัดสอบให้เมื่อผู้สอบหรือผู้ต้องการใช้ผลสอบต้องการ

สรุปลักษณะของข้อสอบ CU-TEP ได้ดังตารางนี้
Skill Tested Specific Features No. of Items Time Allowed Marks
Total 120 130 mins
(2 hrs. 10 mins)
120
Listening Short dialogue (15 conversations)
(2 exchanges)
15 30 mins 30
  Long dialogue (3 conversations)
(7-8 exchanges)
9
(3 questions each)
   
  Monologue (2 Lectures/Journals) 6
(3 questions each)
   
Reading Cloze test (1 long cloze test) 15 70 mins 60
  Short passage (1 paragraph) 5    
  Long passage (4 passages)
(1 page long)
40
(10 questions each)
   
Writing Error detection 30 30 mins 30
* General Evaluation
>700 = expert user
>650-700 = very good user
>600-649 = good user
>550-599 = very competent user
>500-549 = competent user
>450-499 = moderate user
>400-449 = limited user
Standard Error of Measurement of TOEFL Equated Scores:+/-25

ตารางสอบ CU-TEP

ตารางสอบ CU-TEP 2015
Test Schedule Test Dates Test Time Registration/Payment Periods
1/2015 11 ม.ค. 58 8:30 - 11.30 01 - 11 ธ.ค. 57
2/2015 15 ก.พ. 58 8:30 - 11.30 05 - 14 ม.ค. 58
3/2015 15 มี.ค. 58 8:30 - 11.30 02 - 11 ก.พ. 58
4/2015 19 เม.ย. 58 8:30 - 11.30 02 - 11 มี.ค. 58
5/2015 17 พ.ค. 58 8:30 - 11.30 01 - 09 เม.ย. 58
6/2015 07 มิ.ย. 57 8:30 - 11.30 04 - 13 พ.ค. 58
7/2015 05 ก.ค. 58 8:30 - 11.30 02 - 11 มิ.ย. 58
8/2015 19 ก.ค. 58 8:30 - 11.30 15 - 24 มิ.ย. 58
9/2015 09 ส.ค. 58 8:30 - 11.30 02 - 13 ก.ค. 58
10/2015 06 ก.ย. 58 8:30 - 11.30 03 - 13 ส.ค. 58
11/2015 11 ต.ค. 58 8:30 - 11.30 01 - 10 ก.ย. 58
12/2015 08 พ.ย. 58 8:30 - 11.30 01 - 12 ต.ค. 58
13/2015 22 พ.ย. 58 8:30 - 11.30 19 - 28 ต.ค. 58
14/2015 13 ธ.ค. 58 8:30 - 11.30 02 - 11 พ.ย. 58
*หมายเหตุ
ศูนย์ทดสอบทางวิชาการขอสงวนสิทธิในการเปลี่ยนแปลงกำหนดการข้างต้นตามความเหมาะสม

CU-TEP @ ENG ME UP the English Gym

คุณคงจะเห็นถึงความสำคัญของ CU-TEP และสามารถวางแผนอนาคตได้ระดับหนึ่งแล้ว แล้ววันนี้คุณพร้อมแล้วหรือยังที่จะสอบ CU-TEP ที่จะทำให้ฝันของคุณเป็นจริงหากยังไม่พร้อมหรือฝันของคุณยังไม่เป็นจริง ให้สถาบัน ENG ME UP the English Gym เป็นส่วนหนึ่งของก้าวแรกแห่งความสำเร็จของคุณ โดยเรามีทีมงานอาจารย์ที่ทรงคุณวุฒิระดับปริญญาโทถึงเอกจากจุฬาฯและต่างประเทศเพียบพร้อมด้วยประสบการณ์ในระดับสูงพร้อมพัฒนาศักยภาพของคุณตั้งแต่พื้นฐาน เทคนิคเฉพาะของสถาบัน จนถึงโจทย์เก็งข้อสอบนับพันข้อด้วยเครื่องมือหลากหลายที่ทันสมัยเฉพาะตัว ผสมผสานทั้ง 3 โซนทั้ง Group Exercise คลาสเรียนสดมากมายด้วยกลยุทธ์พิชิตข้อสอบ CU-TEP ทั้งขั้นตอนการคิดอย่างมีระบบ (Algorithm) และเทคนิควิชามารอันเกิดจากการวิเคราะห์ข้อสอบมาอย่างยาวนาน ผสมผสานด้วย Personal Training Zone ซึ่งผู้เรียนสามารถฝึกทักษะการฟัง ทำข้อสอบเพิ่มเติม ทบทวนบทเรียน โปรแกรมจำคำศัพท์และพัฒนาทักษะทางภาษาอังกฤษด้วย software ปัญญาประดิษฐ์จากคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยทุกเครื่องมือจะถูกผสมผสานและดูและอย่างใกล้ชิดโดย Personal Trainer นอกจากนั้นยังรับรองผลคะแนน CU-TEP ที่ 80 คะแนน (หรือ TOEFL Equated Score ที่ 550 คะแนน) อีกด้วย

New! คะแนน CU-TEP 2013 เมื่อไม่มีการแปลงเป็น TOEFL Equivalent Score

ตั้งแต่ยุคเริ่มแรกของการสอบ CU-TEP เรื่อยมาจนถึงปี 2012 ทางสถาบันภาษาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยประกาศผลคะแนน CU-TEP ในลักษณะคะแนนดิบ คะแนนเต็ม 120 คะแนน และ ผลคะแนนเทียบเท่า TOEFL (TOEFL Equivalent Score) คะแนนเต็ม 677 คะแนน ไว้ให้ในใบรายงานผลด้วย ทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้ เนื่องจากผู้สอบสามารถนำผล CU-TEP ไปใช้แทนผลคะแนน TOEFL ได้เลย สำหรับการศึกษาต่อในหลายมหาวิทยาลัยในประเทศไทย

ตัวอย่างการคิดคะแนน CU-TEP เดิม
จะเห็นได้ว่า ผลคะแนนสอบ CU-TEP ยุคเดิมนั้นจะมีการแปลงเป็นคะแนน TOEFL ให้ด้วย ตามวงกลมในช่องสีแดง มีช่วงของการวัดผลทั้งหมด 7 ช่วง ตั้งแต่ < 400 = very limited user จนถึง > 700 expert user อย่างไรก็ตามการคำนวณคะแนน TOEFL Equivalent Score ไม่สามารถใช้สูตรคำนวณได้ว่า CU-TEP 1 คะแนน = TOEFL กี่คะแนน เนื่องจากทางสถาบันภาษาจะใช้ค่าคะแนนดิบเฉลี่ย (Average CU-TEP Score) ของการสอบแต่ละครั้งมา Weight ด้วย ทำให้คะแนนดิบ CU-TEP ในตัวอย่างที่ 82 คะแนน อาจจะคลาดเคลื่อนจาก TOEFL ที่ 576 หากเป็นการสอบครั้งอื่นๆ โดยที่ถ้าค่าคะแนนดิบ CU-TEP เฉลี่ยในครั้งนั้นๆ มีค่าสูงขึ้น น้องๆ ก็จะได้ผล TOEFL ที่ต่ำลงนั่นเอง (สังเกตได้จากค่า Standard Error +/- 23 ซึ่งไม่เท่ากันในแต่ละครั้ง)

โดยสามารถเทียบช่วงคร่าวๆ ตามเป้าหมายคะแนนของคนส่วนใหญ่เป็น 3 ช่วงดังนี้
อย่างไรก็ดีทางสถาบันภาษาจุฬาฯ ได้ปรับวิธีการรายงานผลตั้งแต่ต้นปี 2013 เป็นต้นมา ด้วยการไม่แปลงผลคะแนนดิบ CU-TEP ให้เป็น TOEFL Equivalent Score และได้ปรับช่วงของการวัดผลจากเดิม 7 ช่วง ให้มีความละเอียดที่มากขึ้นเป็น 10 ช่วง ตั้งแต่ CU-TEP 1-7 (TOEFL 0-310) = Beginner ไปจนถึง CU-TEP 107-120 (TOEFL 640 – 677) = Upper Advanced ทำให้เกิดคำถามถึงคะแนน TOEFL Equivalent Score มากมาย ว่าแล้วจะคิดคะแนนอย่างไร เพราะหลายๆ มหาวิทยาลัย หรือแม้กระทั่งบางคณะของจุฬาฯ เอง ยังคงประกาศเงื่อนไขคะแนน CU-TEP ที่แปลงเป็น TOEFL แล้ว
แต่ต่อให้ทางสถาบันภาษาฯ ไม่ได้แปลงคะแนนมาให้ เราก็สามารถแปลงคะแนนจาก CU-TEP เป็น TOEFL Equivalent Score ได้ด้วยตัวเองด้วยการ Plot Graph และหาสมการจาก 10 ช่วงคะแนนที่ทางสถาบันภาษาได้กำหนดเอาไว้
จากการคำนวณจะสังเกตเห็นว่า คะแนน TOEFL Equivalent Score เมื่อคำนวณจากสูตร (เทียบด้วย 10 ช่วงคะแนน) CU-TEP = 99 คะแนน จะได้ TOEFL Equivalent Score = 613 ในขณะที่แบบเก่า (แปลงคะแนนให้) CU-TEP = 99 คะแนน จะได้ TOEFL Equivalent Score ประมาณ 637 คะแนน หมายความว่าคะแนนแบบใหม่นี้ถูกกดให้ต่ำลงนั่นเอง

น้องๆ อาจสังเกตง่ายๆ ถ้าน้องๆ ต้องการผลคะแนน TOEFL 550 (มาตรฐาน) น้องๆต้องทำคะแนน CU-TEP แบบใหม่ให้ได้ 80 คะแนน ซึ่งสูงกว่าแบบเดิมที่ 75 คะแนน อยู่ถึง 5 คะแนนด้วยกัน การสอบ CU-TEP ในปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่ยากขึ้นมากไม่เพียงแต่คะแนนดิบที่ต้องทำให้ได้มากขึ้น ลักษณะข้อสอบทั้ง 3 Parts ก็ยังถูกปรับให้ยากขึ้นอีกด้วย

น้องๆ สามารถชมวิดีโอ “รู้เขารู้เรา เอาชนะข้อสอบ CU-TEP” ฟรี! ผ่าน ENG ME UP Channel ซึ่งอาจารย์โจ (หัวหน้าทีมหลักสูตร CU-TEP) วิเคราะห์ไว้อย่างละเอียดถึงปัญหา และวิธีแก้ไขเพื่อให้ได้คะแนนสูงในแต่ละ Part รวมถึง Trend และ Level ของข้อสอบในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

IELTS vs CU-TEP

น้องๆคงจะสงสัยกันใช่ไหมครับว่า IELTS และ CU-TEP แตกต่างกันอย่างไร ทั้งๆที่เป็นข้อสอบ Academic testing system เหมือนกัน คือวัดความรู้ความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษของผู้เข้าสอบเชิงวิชาการเพื่อใช้ในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาขึ้นไป ซึ่งจะแตกต่างกับ TOEIC ที่จะวัดความสามารถในการสื่อสารเพื่อใช้ในการทำงานในสถานที่ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เรามาลองดูความแตกต่างและความเหมือนกันระหว่างสองข้อสอบกันเลยนะครับ อาจารย์ได้ทำตารางเพื่อให้น้องๆเห็นภาพรวมของทั้งสองข้อสอบมากยิ่งขึ้นครับ เราลองมาดูกันเลยครับ

  IELTS (Academic format) CU-TEP
ระดับคะแนน Band 1 - 9 120 คะแนนเต็ม เทียบ TOEFL (Paper Based Test)
การฟัง ข้อสอบ 40 ข้อแบ่งเป็น 4 พาร์ทย่อย ผู้เข้าสอบต้องฟังเทปที่ใช้เสียงของเจ้าของภาษา ข้อสอบ 30 ข้อ ผู้เข้าสอบต้องฟังเทปที่ใช้เสียงของเจ้าของภาษา
การอ่าน ข้อสอบการอ่านของทั้งสองสำนักเป็นการอ่านระดับทางการ มีความเป็นวิชาการและอาจจะมีคำศัพท์ technical term บทอ่านจะมาจากบทความใน นิตยสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หรือบทความทางวิชาการ เพื่อวัดความสามารถในการจับใจความการอ่านภาษาอังกฤษ
มี 3 บทความย่อย (60 นาที) 40 ข้อ ความสั้นยาวยากง่ายของแต่ละบทความต่างกัน มี 60 ข้อ (70 นาที) ความสั้นยาวยากง่ายของแต่ละบทความต่างกัน
การเขียน มี 2 task (60 นาที) ให้เขียนอธิบายข้อมูล ไม่ต่ำกว่า 150 คำ และเรียงความตามหัวข้อที่กำหนดให้ ไม่ต่ำกว่า 250 คำ ถึงแม้จะเป็นข้อสอบการเขียน แต่สิ่งที่ข้อสอบพยายามจะวัดคือไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ โดยให้หาจุดบกพร่องของประโยค (Error recognition) 30 ประโยค (30นาที)
การพูด เข้ารับการสัมภาษณ์จากเจ้าของภาษา ซึ่งไม่สามารถเลือกสัญชาติได้ ประมาณ 12-15 นาที สามารถสอบเพิ่มเติมพิเศษ กรณีคณะหรือสาขานั้นต้องการคะแนนส่วนนี้ด้วย

เอาละครับ เห็นความเหมือนและความแตกต่างไปแล้ว หวังว่าน้องๆคงจะตัดสินใจง่ายขึ้นนะครับว่าจะสมัครสอบอะไร ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของน้องๆว่าจะนำคะแนนไปใช้เพื่ออะไรและสถานศึกษาที่น้องๆต้องการจะไปศึกษาต้องการคะแนนของข้อสอบชุดไหน หากสถาบันนั้นๆ โดยเฉพาะในประเทศ ให้เลือกได้ว่าจะส่งคะแนน CU-TEP หรือ IELTS น้องๆ ก็ควรจะ Focus ให้ถูก เพราะข้อสอบแต่ละชุดนั้น มี Character และการเตรียมตัวที่แตกต่างกันในรายละเอียด อย่าเอาเฉพาะมิติ ของราคาค่าสอบมาเป็นตัวตัดสิน (CUTEP 700 บาท / IELTS ประมาณ 6000 บาท) น้องๆ อาจตัดสินใจจาก criteria ง่ายๆ ดังนี้

ใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน / เรียนอินเตอร์

หากน้องๆเรียนหลักสูตรอินเตอร์ มีเพื่อนเป็นชาวต่างชาติ สื่อสารภาษาอังกฤษอยู่ในชีวิตประจำวัน รวมถึงฟังเพลง ดูหนังภาษาอังกฤษเป็นประจำ IELTS อาจจะเหมาะกับน้องๆมากกว่า เพราะในส่วนของ IELTS จะไม่ได้วัดไวยากรณ์ภาษาอังกฤษตรงๆ แต่จะแฝงอยู่ตามแบบทดสอบทักษะการฟังพูดอ่านเขียน ซึ่งเป็นทักษะที่น้องๆใช้จริงๆในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว น้องๆจะไม่ปวดหัวกับการเตรียมตัวให้ตัวเองแม่นไวยากรณ์ รวมถึงฝึกเทคนิคเพื่อรับมือกับกับดักหลอกต่างๆในข้อสอบแบบ multiple choice น้องๆเพียงแต่นำทักษะที่น้องๆมีมาปรับและเตรียมตัวในการทำข้อสอบ IELTS เท่านั้นครับ

ไม่ค่อยพูด อ่าน เขียน อังกฤษ / เรียนหลักสูตรไทย

หากน้องๆเรียนหลักสูตรไทย ไม่ค่อยได้ ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ แต่ตอนที่เรียนเน้นไวยากรณ์หรือมีทักษะทางด้านไวยากรณ์ที่แม่นพอสมควร CU-TEP อาจจะเหมาะกับน้องๆมากกว่า น้องๆจะไม่ต้องเสียเวลาปูพื้นภาษาอังกฤษทั้ง 4 ทักษะเพื่อสอบ IELTS น้องๆจะได้มุ่งตรงไปโฟกัสในเรื่องของเทคนิคการทำข้อสอบ ฝึกทำข้อสอบเก่าไล่ตามระดับความยากได้เลย น้องๆที่ตัดสินใจจะสอบ IELTS จะต้องเรียนรู้เทคนิคในการทำข้อสอบและฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ เพราะข้อสอบ CU-TEP เป็นข้อสอบที่มีลูกเล่นพอสมควรครับ

จากที่อ่านมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่าการ "รู้เขารู้เรา" เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ ถ้าน้องๆ“รู้เขา” คือเตรียมศึกษาว่าสถาบันที่น้องๆสนใจจะไปศึกษาต่อรับผลคะแนนสอบชนิดไหนบ้าง และ“รู้เรา” ด้วยสำรวจตัวเองว่าวัตถุประสงค์ในการสอบของเราคืออะไร และตัวเราเองมีพื้นฐานภาษาอังกฤษในระดับไหนเพื่อเลือกข้อสอบที่เหมาะสมกับเรามากที่สุด รับรองว่าผลคะแนนที่ออกมาอยู่ในระดับที่น่าพอใจแน่นอนครับ